ประเพณีรับน้องขึ้นดอยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประเพณีรับน้องเป็นประเพณีที่นิสิต นักศึกษารุ่นพี่ จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในสถาบัน เพื่อทำให้น้องใหม่ได้รู้จักกับรุ่นพี่และเรียนรู้วิธีการประพฤติตัวในสังคม สถานศึกษานั้นอย่างเหมาะสม สำหรับในประเทศไทยนั้นทุกสถาบันมักจะมีการจัดกิจกรรมรับน้องเสมอ ซึ่งแต่ละสถาบันมักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เช่น การร้องเพลงเชียร์ การเล่นรอบกองไฟ เป็นต้น

แต่ทว่า ที่ ม.เชียงใหม่มีบางอย่างที่แตกต่างกว่านั้น การรับน้องที่ ม.เชียงใหม่ มีชื่อเรียกว่า “การรับน้องขึ้นดอย” หรือ “ลูกช้างขึ้นดอย” ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องกันมารวม 46 ปีแล้ว โดยการรับน้องที่ ม.เชียงใหม่มีกิจกรรมหลักคือ การที่เหล่าคณาจารย์จะนำนักศึกษาเดินขึ้นดอยไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ อันเป็นสิ่งศักด์สิทธิ์ที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งรับโอวาทจากพระเถระผู้ใหญ่ รวมถึงปฏิญาณตนเป็นนักศึกษาและเป็นพลเมืองที่ดี นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีให้แก่นักศึกษาน้องใหม่ นักศึกษารุ่นพี่ รวมถึงนักศึกษาเก่าและคณาจารย์ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่านักศึกษาของ ม.เชียงใหม่ทุกคนล้วนผ่านประเพณีลูกช้างขึ้นดอยมาแล้ว เพราะนอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต นักศึกษาหลายคนยังเชื่อด้วยว่าการนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพจะทำให้ประสบ ความสำเร็จทางการศึกษา โดยในปีนี้ประเพณีลูกช้างขึ้นดอยจะมีกิจกรรมพิเศษ คือการอัญเชิญช้างแก้วชูคบเพลิง อันเป็นสัญลักษณ์ของ ม. เชียงใหม่ ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ มาประดิษฐานยังมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยจะใช้ช้างจริง 1 เชือกเพื่ออันเชิญเครื่องสักการะในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ประกอบกับในปี 2553 เป็นปีมหามงคลในวโรกาส 60 ปีแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส ม.เชียงใหม่จึงได้จัดขบวนเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี บรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขบวนด้วย

“ประเพณีลูกช้างขึ้นดอย ถือเป็นเอกลักษณ์ของ ม.เชียงใหม่ และเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของนักศึกษาทุกคน แม้ว่านักศึกษาจะนับถือคนละศาสนาแต่ก็สามารถเข้าร่วมประเพณีนี้ได้ โดยทางมหาวิทยาลัยจะอนุญาตให้นักศึกษาที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธไม่ต้องเข้า ร่วมพิธีทางศาสนา ซึ่งประเพณีนี้เป็นการสร้าง ม. เชียงใหม่ ให้เป็นครอบครัวที่สามัคคีรักใคร่ ตลอดจนเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของมหาวิทยาลัยให้คงอยู่สืบไป” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว

สำหรับในปีนี้ ประเพณีลูกช้างขึ้นดอยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2553 โดยมีชื่อกิจกรรมว่า “สืบสานตำนานประเพณีลูกช้างขึ้นดอย 53 ภาค 46 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศในดินแดนล้านนา” ซึ่งมีนักศึกษาใหม่ 6,800 คน จากทั้ง 20 คณะ 1 วิทยาลัย และบัณฑิตวิทยาลัย และนักศึกษาปัจจุบันกว่า 25,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยระยะทางในการเดินขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพรวม 14 ก.ม. ระหว่างทางเดินขึ้นจะมีจุดบริการน้ำดื่มและจุดปฐมพยาบาล รวม 9 แห่ง นับว่าเป็นการทดสอบความอดทนได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นเรื่องน่ายกย่อง เพราะประเพณีนี้นอกจากเชื่อมความสามัคคีในหมู่คณะแล้ว ยังเป็นการสืบทอดพิธีทางศาสนาอันเป็นอีกหนึ่งสถาบันหลักของไทย ทั้งยังทำให้นักศึกษามีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นเพราะได้เข้าใกล้ธรรมะ ดีกว่าปล่อยให้การรับน้องที่จัดขึ้นทุกปีทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัญหาสังคม แทน

บทความจาก : http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=75542

ภาพจาก : Fanpage of The Graduate School CMU

พระพุทธบาทสี่รอย

พระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในเว็บ http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=85.0 ได้เล่าประวัติของวัดไว้ดังนี้

เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ ( ประเทศไทยปัจจุบัน ) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศชื่อ เขาเวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์และได้ แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จขณะประทับอยู่ที่นั้นก็ได้ทราบด้วยญาณ สมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ได้มีรอย พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระ พุทธบาทแห่งพระ พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นประธาน เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด

พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้ แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ทุกๆพระองค์ และแม้นว่าพระศรีอาริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ และ จักรประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว ) เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระ องค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์จึงกําเนิดเป็นพระ พุทธบาทสี่รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิฐานว่า ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนําเอาพระ ธาตุของกูตถาคมมาบรรจุไว้ที่รอยพระบาทที่นี่

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิฐานและทํานายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไป เชตวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีวันนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นําเอาพระธาตุของพระ พุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ บาทสี่รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงแล้วประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระ พุทธองค์ทรงอธิฐานไว้ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ ( เหยี่ยว ) ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ เพื่อบินลงไป เอาลูกไก่ชาวบ้าน ( คนป่า )ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปอยู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไป ค้นหาดูแต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก แต่เห็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทําการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่ บ้านก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟังความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆกันไปแรกแต่นั้น ไปคนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมา จึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง ( รังเหยี่ยว ) ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าพระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราช ศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอยก็นําเอาราชเทวีและเสนาพร้อม กับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นําเอาบริวารของตนกลับมาสู้ เมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชมบัติตราบเมี้ยนอายุขัยแล้ว ก็เจริญตามรอยและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท

ทั้งสี่รอย ทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวก็เปลี่ยนชื่อเป็น” พระพุทธบาทสี่รอย ” เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงลับมาแล้วในภัทร กัลป์นี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรกเป็นรอย ใหญ่ยาว 12 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะเป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ ( ศาสนาปัจจุบัน ) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กที่สุด ยาว 4 ศอก เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือกผู้ครองนคร เชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คนก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว

โดยแต่เดิมถ้า ใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหรือปีนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆก้อนหินที่มีพระ พุทธบาทสี่รอยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไป กราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีพระราชศรัทธา ก่อสร้างวิหารเป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้หนึ่งหลัง หลังเล็กปัจจุบันได้บูรณะปฏิสัง ขรณ์แล้วทั้งหลัง พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้า พระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สรางพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย พระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

ข้อมูลจาก : http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=85.0
ภาพ : @sanluang

ไหว้พระ ๙ วัด เชียงใหม่

ไหว้พระ ๙ วัดมีหลายสูตรเหมือนกันครับ แต่ละเว็บก็แนะนำแตกต่างกันไป เช่น

1. http://www.teawchiangmai.com/chiangmaiboard/index.php?topic=169.0 แนะนำไว้ คือ วัดเชียงมั่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดชัยมงคล วัดดวงดี วัดลอยเคราะห์ วัดดับภัย วัดเชียงยืน วัดหมื่นเงินกอง เป็นวัดในตัวเมืองทั้งหมดครับ

2. http://www.destinythai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=398396&Ntype=4 แนะนำ วัดดับภัย วัดลอยเคราะห์ วัดดวงดี วัดหมื่นเงินกอง วัดชัยมงคล แล้วออกนอกเมืองไปทางสายเหนือ คือ วัดบ้านเด่น วัดอรัญวิิเวก วัดถ้ำเชียงดาว แล้วกลับมาขึ้นดอยคือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ

3. http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=8922.0 แนะนำตอนเช้าไป วัดวงดี วัดลอยเคราะห์ วัดหมื่นล้าน วัดดวงดี และ วัดเจดีย์หลวง พักทานข้าวเที่ยง ต่อภาคบ่าย วัดหมื่นเงินกอง วัดเชียงมั่น และวัดพระสิงห์ เป็นการปิดท้ายทริป

4. http://www.komchadluek.net/detail/20090704/19219/ไหว้พระ9วัดเชียงใหม่เสริมสิริมงคล.html แนะนำเส้นทางเดียวกับที่ผมไป คือ วัดเชียงมั่น วัดดวงดี วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดหมื่นเงินกอง วัดดับภัย วัดหม้อคำตวง วัดลอยเคราะห์ และวัดชัยมงคล

5. http://www.trangzone.com/webboard_show.php?ID=2982 แนะนำเส้นทาง คือ วัดสกิทาคา วัดอุโมงค์ วัดหมื่นเงินกอง วัดพระสิงห์ วัดดวงดี วัดเจดีย์หลวง วัดลอยเคราะห์ วัดชัยมงคล วัดเกตการาม

6. http://www.slimpigshop.com/board/index.php?topic=427.0 แนะนำเส้นทาง วัดเชียงมั่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดชัยมงคล วัดดวงดี วัดลอยเคราะห์ วัดดับภัย วัดเชียงมั่น วัดหมื่นเงินกอง

7. http://www.ironeaglechiangmai.com/forum/index.php?topic=400.0 แนะนำด้วยการเิดินเท้าไปในวัดแรก คือ วัดเชียงยืน วัดเชียงมั่น วัดแสนเมืองมาหลวง วัดดวงดี วันพันเตา วัดเจดีย์หลวง วัดเจ็ดลิน วัดพระสิงห์ วัดดับภัย

8. http://www.cm108.com/bbb/index.php?automodule=blog&blogid=8&showentry=458 แนะนำให้เริ่มที่วัดลอยเคราะห์ วัดดับภัย วัดชัยมงคล วัดชัยพระเกียรติ์ วัดหมื่นล้าน วัดหมื่นเงินกอง วัดเชียงมั่น วัดเชียงยืน วัดดวงดี

9. http://chiangmaitoday.wordpress.com/2007/10/16/ไหว้พระ-9-วัดเชียงใหม่-สไ/ เริ่มที่วัดดวงดี วัดดับภัย วัดชัยพระเกียรติ วัดเชียงมั่น วัดเชียงยืน วัดหมื่นล้าน วัดลอยเคราะห์ วัดชัยมงคล และ วัดหมื่นเงินกอง แถม วัดดวงดี

10. http://www.oknation.net/blog/sutku/2009/07/02/entry-1 ได้ไปไหว้พระที่วัดพวกช้าง วัดลอยเคราะห์ วัดช่างฆ้อง วัดอุปคุต วัดบุปผาราม วัดพันอ้น วัดชัยพระเกียรติ วัดศรีเกิด วัดพระสิงห์

11. http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=hydro-1&topic=1549 ได้แนะนำเริ่มที่วัดดับภัย วัดลอยเคราะห์ วัดดวงดี วัดชัยพระเกียรติ วัดเชียงมั่น วัดชัยมงคล วัดหม้อคำตวง วัดหมื่นเงินกอง วัดหมื่นล้าน

12. http://www.hflight.net/forum/m-1221818599/ แนะนำวัดโลกโมฬี วัดดับภัย วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดพันเตา วัดเชียงมั่น วัดเจ็ดยอด วัดสวนดอก วัดอุโมงค์

13. http://www.hotelier.in.th/news/newsview.php?key=721 แนะนำไปวัดเชียงมั่น วัดดวงดี วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดดับภัย วัดชัยมงคล วัดหมื่นเงินกอง วัดลอยเคราะห์ วัดโลกโมฬี

14. http://www.cmlifes.com/e-maxx999/เดินเท้าไหว้พระ-9-วัด-ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่.html แนะนำการเดินเท้่าไหว้พระในวัดเขตตัวเมืองเชียงใหม่ เริ่มที่ วัดเชียงมั่น วัดดวงดี วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดหมื่นเงินกอง วัดดับภัย วัดหม้อคำตวง วัดลอยเคราะห์ วัดชัยมงคล ซึ่งก็เหมือนกับที่ผมไป แต่ต้องขับรถเพราะระยะทางเอาการเหมือนกัน เว็บนี้แถมพระธาตุประจำปีเกิดให้ด้วยครับ คือ

1. ปี๋ใจ๊ (หนู) พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่
2. ปี๋เป้า (วัว) พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง
3. ปี๋ยี (เสือ) พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
4. ปี๋เหม้า (กระต่าย) พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
5. ปี๋สี (งูใหญ่) พระธาตุวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
6. ปี๋ไส้ (งูน้อย) โพธิบัลลังก์ตรัสรู้ จ.เชียงใหม่/ประเทศอินเดีย
7. ปี๋สะง้า (ม้า) เจดีย์ชะเวดากอง วัดบ้านตาก จ.ตาก / ประเทศพม่า
8. ปี๋เม็ด (แป๊ะ) พระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
9. ปี๋สัน (ลิง) พระธาตุนครพนม จ.นครพนม
10. ปี๋เล้า (ไก่) พระธาตุหิริภุญชัย จ.ลำพูน
11. ปี๋เส็ด (หมา) พระธาตุเกษแก้วจุฬามณี จ.เชียงใหม่
12. ปี๋ไก๊ (หมู) พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย

ผมใช้สูตรที่ 4 และ 14 ครับ งานนี้ใครใช้สูตรไหนก็แล้วแต่ละครับ

ไหว้พระ ๙ วัด (9) วัดชัยมงคล

วัดชัยมงคล

วัดชัยมงคล ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๓ ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๖๑ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือจรดที่ดินของสมาคมฝรั่งเศส (กงสุล) ทิศใต้จรดที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำปิง ทิศตะวันตกจรดถนนเจริญประเทศ

วัดชัยมงคลเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง สร้างในสมัยไม่ปรากฏหลักฐานประมาณกันว่ามีอายุราว ๖๐๐ ปี เดิมเนื้อที่ของวัดเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยยาวไปทิศเหนือ-ทิศใต้ ด้านทิศตะวันตกตั้งแต่เจดีย์ออกไปถึงถนนใหญ่เป็นบ้านพักกงสุลฝรั่งเศส ครูบาดวงแก้ว คันธิยะอดีตเจ้าอาวาสเห็นว่าต่อไปคนจะมาทำบุญจะหาทางเข้าวัดลำบาก เพราะถนนเลียบฝั่งแม่น้ำปิงถูกกัดเซาะพังไปหมด
ครูบาดวงแก้วจึงเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อขอแลกที่ดิน ด้านทิศเหนือแลกกับทิศตะวันตกเพื่อให้ที่ดินของวัดและกงสุลเป็นรูปสี่ เหลี่ยมด้านเท่ารัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ตกลงตามข้อเสนอ

ครูบาดวงแก้วจึงได้ดำเนินการย้ายเจดีย์หลังเก่าซึ่งติดกับรั้วของกงสุล ฝรั่งเศส มาสร้างใหม่เป็นทรงมอญ (เม็ง) วัดชัยมงคลเดิมเป็นวัดมอญ (เม็ง) เดิมชื่อวัดมะเล่อ หรือมะเลิ่ง (แปลว่า รุ่งแจ้ง,รุ่งอรุณ) ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยพระราชชายาดารารัศมีขอพระราชทานเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดชัยมงคล (ริมปิง) เพราะเหตุที่ว่าท่าน้ำเป็นท่าลงเรือเจ้านายฝ่ายเหนือจะล่องไปกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบางคนก็เรียกว่า อุปาเม็ง หรือ อุปานอก  เพราะถือว่าเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดบุพพาราม (อุปาใน)
แต่เดิมอุโบสถของวัดตั้งอยู่ในลำน้ำริมปิงติดกับกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียง เหนือ  พอถึงฤดูน้ำหลากมีซุงไหลมาชนโบสถ์เสียทำให้สังฆกรรมไม่ได้ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘  ครูบา ดวงแก้ว จึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมา และปลูกสีมาฝังลูกนิมิต  เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงทำให้อุโบสถ์ซ้อนวิหารเป็นหลังเดียวกันในปัจจุบันนี้

ภายในวัดมีพระพุทธชัยมงคล รูปปางมารวิชัยก่ออิฐหรือลงรักปิดทอง เป็นพระประธานภายในวิหาร  ซึ่งจำลองแบบมาจากฝาผนังหลังด้านพระประธาน มีธรรมมาสน์ไม้สักแกะสลักรูปนาค ๗ เศียร สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ มีพระพุทธรูปไม้สักปางเปิดโลกมีอายุประมาณ ๕๐๐ ปีซึ่งได้มาจากวัดกิติ

วัดชัยมงคลได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ ซ่อมแซมสิ่งชำรุดและเพิ่มเติมส่วนหนึ่งในวิหาร  จึงทำให้วิหารยังคงรูปเหมือนเดิมแต่ได้เพิ่มเติมในส่วนของลวดลายอันวิจิตร ทั้งไม้แกะสลักปูนปั้นและภาพวาด ปัจจุบันทางวัดได้สร้างกุฏิและกำแพง

ข้อมูล : http://www.chiangmai-thailand.net/temple/chaimongkol/chaimongkol.html

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (8) วัดลอยเคราะห์

วัดลอยเคราะห์

วัดลอยเคราะห์ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕  ถนนลอยเคราะห์  ตำบลช้างคลาน  อำเภอ เมือง  จังหวัดเชียงใหม่  สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย  พื้นที่ตั้ง วัดมี เนื้อที่  ๓ ไร่   ๑  งาน   ๑๒   ตารางวา  โฉนดเลขที่  ๒๔๒๕

วัดลอยเคราะห์ เดิมชื่อว่า  วัดร้อยข้อ (วัดฮ้อยข้อ)  สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้ากือนากษัตริย์องค์ที่ ๖   แห่งราชวงศ์มังราย   วัดนี้จึงมีอายุ ราว   ๕๐๐  ปี    แต่เมื่อสมัยปลายราชวงศ์มังราย พม่าตีล้านนาได้และเข้ามาปกครองซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้บูรณะปฏิสังขรณ์ อีก   วัดนี้จึงทรุดโทรมลงตามลำดับ    จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้า กรุงธนบุรี  ขุนนางเชียงใหม่เบื่อหน่ายการปกครองของพม่า จึงได้เข้าร่วมกับ กองทัพธนบุรีสู้รบกับพม่า   แต่ไม่สามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ ได้   เชียงใหม่ต้องรับศึกพม่าต่อมาอีก  ดังนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึง ปล่อยให้เชียงใหม่เป็นเมืองร้าง  วัดร้อยข้อ  จึงกลายเป็นวัดร้างเช่นเดียว กับทุกวัดในเมืองเชียงใหม่

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  พระองค์ได้โปรดให้พระยากาวิละเข้ามาปกครองล้าน นา ๕๗ หัวเมืองและตั้งเชียงใหม่ขึ้นมาใหม่ภายหลังจากที่ร้างไป ถึง ๒๐  ปี  พระองค์ทรงบูรณะซ่อมแซมเมืองให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และเฉิลมนาม เมืองใหม่ว่า “ รัตนติงษาอภินวบุรีศรีเชียงใหม่ ” ต่อมาพระเจ้าเชียงใหม่ยก ทัพไปตีนครเชียงแสน ซึ่งขณะนั้นพม่ายึดครองอยู่แล้วกวาดต้อนผู้คนชาวเชียง แสนมาไว้ที่เชียงใหม่เพื่อเพิ่มพลเมืองเชียงใหม่ให้มากขึ้น และโปรดให้ชาว เชียงแสนตั้งบ้านเรือนอยู่  ณ  เวียงชั้นนอกด้านขวาของประตูท่าแพ  ทางทิศ ตะวันออกของเมืองเชียงใหม่  ชาวบ้านฮ่อม ซึ่งต่อมาได้สร้างวัดร้อยข้อที่รก ร้างขึ้นใหม่  แล้วเอาชื่อวัดจากเมืองเชียงแสนมาตั้งชื่อ วัดร้อย ข้อ ว่า “ วัดลอยเคราะห์  ”  วัดนี้มีพัทธสีมาเป็นเอกเทศได้รับพระราชทานวิ สุงคามสีมาเมื่อ  พ.ศ. ๒๐๔๐   เขตวิสุงคาม สีมา กว้าง  ๖  เมตร ยาว  ๑๖  เมตร

ข้อมูล : http://www.watloikroh.com/

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (7) วัดหม้อคำตวง

วัดหม้อคำตวง

วัดหม้อคำตวง เป็นวัดเล็กๆ มีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ กว่าๆ ล้อมรอบไปด้วยบ้านเรือนผู้คน ตั้งอยู่ที่ถนนศรีภูมิ เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  กำแพงวัดสวยงามด้วยการติดกระจกทำให้ดูเป็นกำแพงเกร็ดเพชรระยิบ ระยับแพรวพราวไปเลยทีเดียว ประวัติของวัดหม้อคำตวงสร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2019 ก็ 500 กว่านี้แล้ว สันนิษฐานว่าเดิมชื่อ “วัดหมื่นคำตวง” ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น “วัดหม้อคำตวง”

วัดนี้มีอาคารชั้นเดียว 3-4 คูหา (หลังคาสีแดง) เปิดเป็นสมาคมโหราศาสตร์ภาคเหนือด้วย มีหมอดูตั้งหลายคนมานั่งให้บริการตรวจดวงชะตากันทุกวัน (เหมือนคุณหมอรอตรวจคนไข้เลยอ่ะ)

ขณะนี้ทางวัดได้บูรณะบ่อน้ำเก่าของวัดขึ้นใหม่ โดยคนทางเหนือมีความเชื่อว่าไม่ให้ถมบ่อน้ำไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำในบ้านหรือใน วัดก็ตาม เพราะจะไม่เป็นมงคล บ่อน้ำเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วซึ่งตั้งอยู่กลางวัดจึงได้รับการออกแบบใหม่ให้ กลายเป็นโอ่งน้ำใหญ่ๆ แทนแล้วสร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นไว้ข้างๆ กันเพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมวัดได้สักการะ เหนือศาลาที่ประดิษฐานพระพุทธรูปก็สร้างเจดีย์จำลองอยู่บนยอดอีกชั้นหนึ่ง จากการพูดคุยกับช่างปฏิสังขรณ์เลยได้รู้ว่า สีทองๆ ที่ปิดเจดีย์ต่างๆ นั้นเรียกว่า ทองจังโก หรือสำเนียงทางเหนือเรียกว่า ทองจังโก๋ เป็นส่วนผสมระหว่าง ดีบุกกับทองเหลือง แล้วปิดทับด้วยทองคำเปลวอีกชั้นหนึ่ง

ข้อมูล : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=354404

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (6) วัดดับภัย

วัดดับภัย

วัดดับภัย ตั้งอยู่ที่ ถ. สิงหราช ต. ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ วัดดับภัย เดิมชื่อ “วัดอภัย” หรือ “วัดตุงกระด้าง” มีตำนานเล่าว่า เมื่อพญาอภัยล้มป่วยทำการรักษาอย่างไรก็ไม่ทุเลา จึงตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อดับภัย อาการเจ็บป่วยก็หายไปพลัน พญาอภัยจึงให้บริวารลูกหลานตั้งบ้านเรือนบริเวณวัด และบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงเรียกชื่อใหม่ว่าวัดดับภัย เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพื้นเมืองล้านนา วัดแห่งนี้มีบ่อน้ำอยู่หน้าวิหาร เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สมัยพระเจ้าอินทวโรรส เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 เสด็จกลับจากกรุงเทพ ฯ ต้องแวะมาวัดดับภัย เพื่อนำน้ำในบ่อนี้ไปสรงน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนแวะไปวัดเชียงยืนเพื่อสืบดวงชะตา

ข้อมูล : http://www.cm-tsr.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5351773&Ntype=5

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (5) วัดหมื่นเงินกอง

วัดหมื่นเงินกอง

วัดหมื่นเงินกอง ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐ ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองชั้นใน ด้านทิศตะวันตกใกล้แจ่งกู่เฮืองและประตูสวนดอก วัดหมื่นเงินกอง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากือนาหรือท้าวสองแสนนากษัตริย์นครพิงค์เชียงใหม่ กษัตริย์องค์ที่ ๖ เมื่อ จ.ศ.๗๐๑ – ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๘๘๒ – ๑๙๑๖) หมื่นเงินกองเป็นชื่อของมหาอำมาตย์ ตำแหน่ง “ขุนคลัง” ท่านหนึ่งในรัชกาลพระเจ้ากือนา โดยโปรดให้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนคร พิงค์  เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓

มีเรื่องเล่ากันว่าผู้สร้างวัดหมื่น เงินกองเอาเงินมาจากไหนมากมาย ถึงสร้างวัดได้ มีการเล่าต่อๆกันมาว่ามหาอำมาตย์หมื่นเงินกองนั้น เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หลังจากลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาส ก็ได้รับคำนำหน้าว่า “หนาน” ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “หนานเมธัง” มีภรรยาชื่อ “นางแก้ว” โดยมีที่อยู่ก็เป็นที่ตั้งของวัดหมื่นเงินกองในปัจจุบัน

ในอดีตนั้นมีเหตุเกิดข้าวยากหมากแพงและเป็นช่วงฤดูฝน ชาวนาไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มที่ เกิดความเดือดร้อนไปทั่วบ้านเมือง หนานเมธังและนางแก้วจึงไปหาซื้อวัว หาซื้อข้าวสาร นอนค้างแรมไปเรื่อยๆตามทาง จนมีความร่ำรวย จนเมื่อเดินทางมาถึงวัดพระนอนข่อนม่วง ทั้งสองสามีภรรยาได้หยุดพักเพราะเป็นเวลาเที่ยงและอากาศร้อนมาก หนานเมธังจึงได้มัดวัวไว้แล้วให้นางแก้วดูแล ส่วนตัวหนานเมธังได้เข้าไปกราบพระพุทธไสยอาสน์ (พระนอน) เมื่อเวลาผ่านไปนาน นางแก้วเห็นสามียังไม่กลับออกมาจึงได้เข้าไปตาม ระหว่างนั้นวัวตัวหนึ่งได้หลุดออกเพราะเชือกขาด วัวตัวนั้นวิ่งไปขวิดตลิ่งจนพัง

นางได้เล่าให้สามีฟัง สามีจึงได้คุกเข่าอธิฐานต่อเทวดาว่า “หากสมบัติเหล่านี้เคยเป็นของตนเองในอดีตหรือปัจจุบันชาตินี้ก็ขอให้อยู่ อย่างเดิม แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้หายไปปรากฏว่าเงินทองทั้งหมดยังอยู่ครบ จึงได้นำมาบรรทุกหลังวัวทั้ง ๔ แล้วออกเดินทาง พอมาถึงบ่อน้ำที่ชื่อว่า “บ่อน้ำหมาเลีย” วัวตัวหนึ่งเกิดสะดุดก้อนหินหกล้มตาย ทั้งสองสามีภรรยาจึงได้นำสมบัติบรรทุกวัวทั้ง ๓ ตัว แต่ไม่สามารถจะบรรทุกได้หมด จึงได้นำสมบัติเหล่านั้นฝังดินใกล้ๆน้ำบ่อ จากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน พอถึงเวลาเข้านอนก็นอนไม่หลับจึงปรึกษาภรรยาว่าจะเอาเงินทองที่ได้มาไป สร้างวัดช่างลาน เรื่อยมาจนได้รับยศให้เป็นหมื่นเงินกอง แล้วสร้างวัดหมื่นเงินกองเพื่อเป็นอนุสรณ์เป็นที่เข้าใจกันว่า มหาอำมาตย์ หมื่นเงินกองหรือทิดเมธัง ผู้สร้างวัดเมธังและวัดช่างลาน เป็นผู้สร้างวัด “หมื่นเงินกอง” เพื่อเป็นอนุสรณ์ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตนเองได้รับ ต่อมาชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “วัดมะยมกอง” บ้างแต่ก็มีชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “วัดหมื่นเงินกอง” ตราบทุกวันนี้

เจดีย์ภายในวัดเป็นสถาปัตยกรรมของ เชียงใหม่ แบบของเจดีย์เป็นแบบผสมระหว่างเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมศรีสัชนาลัยผสมระหว่าง เจดีย์ทรงกลมของเชียงใหม่เป็นทรงประสาทฐานสี่เหลี่ยม ย่อมุมสูง มีเรือนธาตุสี่เหลี่ยมย่อมุมมีซุ้มจรนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง ๔ ด้านองค์ระฆังกลม ซึ่งเจดีย์เดิมนั้นไม่ทราบว่าเป็นแบบไหน แต่ในปัจจุบันได้ครอบองค์เดิมเอาไว้ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๔ ได้ถกูฟ้าผ่าครั้งหนึ่งแต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่พระธาตุเจดีย์ไม่มี อะไรเสียหายชำรุดเลย ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์นี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้แล้ว

วิหารพระนอน พระพุทธไสยาสน์ พระนอนเป็นพระพุทธรูปปั้นปางไสยาสน์ศิลปกรรมแบบล้านนาเชียงใหม่ประทับฐานบัว ภายในซุ้มนับได้ว่าเป็นพระพุทธโบราณล้ำค่าองค์หนึ่ง แต่ไม่พบหลักฐานประวัติความเป็นมาถัดจากวิหารพระนอนก็จะเป็นอูโบสถซึ่งก็ เก่าและไม่มีประวัติบอกเล่า

วิหารโบราณกึ่งตึกกึ่งไม้ ศิลปกรรมเชียงใหม่ จะสร้างมานานเพียงไหน ใครเป็นช่างไม่ปรากฏประวัติ เข้าใจกันว่ามหาอำมาตย์หมื่นเงินกองและภริยาลูกหลานเป็นผู้สร้างเป็นผู้สร้างในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๒ พระครูศีลสังวรเจ้าอาวาสขณะนั้นพร้อมทั้งศรัทธาร่วมกันบูรณะ โดยมีนายสม ฤทธิปัญจะ นายคำแสน อุปวรรณ์ นายทอง สุภาราษฏร์ นายตั๋น แก้วมูล เป็นนายช่างใช้เวลาบูรณะ ๓ เดือน ก็แล้วเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๓๒ พระครูมงคลสิริวงศ์เจ้าอาวาสพร้อมคณะ กรรมการวัดได้  พิจารณาเห็นว่าวิหารได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมา ควรได้รับการบูรณะอย่างใหญ่หลวง  วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้เริ่มประกอบพิธีบูรณะปฏิสังขรณ์ มีนายดวงดี ฤทธิ์ปัญจะ นายบุญศรี ณ เชียงใหม่ นายสุรสิทธิ์ อินต๊ะวัง นายประสิทธิ์ เพียรผล นายหนิด จันหาญ พร้อมด้วยคณะ เป็นนายช่าง มีนางสมศรี วังทองคำ นางดวงรัตน์ โกเมศ  ร.อ.อ.สุขุม สังคาลวณิชย์ นางเหรียญ-นางฉลวย สมบัติสูง นางจันทรา  โพธิมาและคณะศรัทธาทุกคน อุปถัมภ์มีการยกช่อฟ้า วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

ข้อมูล : http://www.chiangmai-thailand.net/temple/10000_ngenkong/10000_ngenkong.html

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (4) วัดพระสิงห์

วัดพระสิงห์เชียงใหม่

เมื่อเอ่ยชื่อวัดพระสิงห์วรมหาวิหารเชื่อแน่ว่านักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศย่อมจะรู้จักและเคยได้เข้าไปนมัสการพระพุทธสิ หิงค์หรือพระสิงห์กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะคนเชียงใหม่เองต่างเคารพศรัทธาพระพุทธสิหิงค์เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ในทุกปีมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำกัน ในวันสงกรานต์หรือประเพณีปี๋ใหม่เมือง

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกที่อยู่คู่เชียงใหม่มาทุกยุคสมัย ถือเป็นวัดเก่าแก่สำคัญวัดหนึ่งของเชียงใหม่มีประวัติการก่อสร้างยาวนานถึง 600 กว่าปี วัดนี้ในอดีตเคยเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ความเป็นมาที่เกี่ยวพันกับชื่อวัดพระสิงห์ที่สำคัญเห็นจะได้แก่

เมื่อครั้งที่ท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายไปได้พระพุทธสิหิงค์ หรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “พระสิงห์” มาจากเมืองกำแพงเพชรและได้นำขึ้นมาถวายให้พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงเรือขึ้นมาตามแม่น้ำปิง เมื่อขบวนเรือมาถึงเชียงใหม่ เป็นเวลาค่ำแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นจากเรือ แล้วนำไปประดิษฐานไว้บนบกที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำปิง

ปรากฏว่าในคืนนั้นได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้น โดยได้มีแสงสว่างลุกโชติช่วงขึ้นที่องค์พระพุทธสิหิงค์ แสงสว่างนี้เป็นลำยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าพาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ที่พบเห็นต่างเชื่อว่า นี่เป็นอภินิหารของพระพุทธสิหิงค์ ต่างพากันมากราบไหว้ด้วยความศรัทธา จากนั้นจึงนำขึ้นประดิษฐานบนราชรถบุษบก ตั้งขบวนแห่แหนลากจากท่าน้ำวังสิงห์คำ เพื่อจะนำไปประดิษฐานที่วัดสวนดอก แต่พอขบวนลากราชรถมาถึงวัดลีเชียงพระ ราชรถก็หยุดเสียเฉย ๆ แม้ผู้คนจะช่วยกันลากอย่างไรก็ไม่ไป


พระเจ้าแสนเมืองมา จึงได้อาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้าประดิษฐานไว้ในวิหารวัดลีเชียงพระ แล้วจัดให้มีการฉลองสมโภชขึ้น นับแต่นั้นมา พระพุทธสิหิงค์จึงได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดลีเชียงพระ ผู้คนชาวเชียงใหม่จึงเรียกวัดนี้ใหม่ว่า วัดพระสิงห์ สมัยก่อนที่วัดนี้จะถูกเรียกว่าวัดพระสิงห์นั้น เดิมมีชื่อว่า วัดลีเชียงพระ เพราะตั้งอยู่ใกล้ตลาด ชาวบ้านเรียกตลาดที่อยู่กลางเวียงว่า ”กาดลี” คำว่า ”เชียง” ก็คือ เวียง หรือ เมือง ดังนั้นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาดเมืองจึงเรียกว่า ”วัดลีเชียงพระ” ซึ่งแปล ว่า ”วัดตลาดเมือง” ครั้นเมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์มังรายได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงรายมาประดิษฐานไว้ ที่วัดนี้ แล้วจึงเรียกชื่อว่า วัดพระสิงห์

วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองเชียงใหม่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในบริเวณวัดมีโบราณสถานที่สำคัญและเก่าแก่ เช่น วิหารวัดพระสิงห์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ต่อมาเมื่อวิหารชำรุดทรุดโทรมลง ศรัทธาประชาชนจึงไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะและสร้างใหม่หมดทั้งหลัง ซึ่งสร้างเป็นศิลปแบบล้านนาผสมเชียงแสน ความโดดเด่นของวิหารวัดพระสิงห์ก็คือความชันของหลังคาจะกลมกลืนกับตัวอาคาร ที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูน ครึ่งอิฐครึ่งไม้มีฝากบ แผนผังของโบสถ์วิหารที่สร้างกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา โดยมากเป็นโรงใหญ่ไม่มีระเบียงล้อมรอบ ดังนั้นเสาภายนอกอาคารจึงไม่แสดงความสำคัญเหมือนโบสถ์วิหารในรุ่นต่อมา ประตูทางเข้ามักจะมีรูปปั้น มีซุ้ม ส่วนมากจะทำเป็นรูปพญานาค สิงห์ หรือนกยูง อันเป็นศิลปะของพุกาม

วิหารลายคำในวัดพระสิงห์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิ์ราช หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาไทย องค์ที่ 13 พระองค์ทรงเห็นว่าวัดพระสิงห์ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้บูรณะวัดพระสิงห์ใหม่ แล้วสร้างวิหารลายคำเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ วิหารลายคำนี้มีลวดลายปูนปั้นที่สวยงามปราณีตบรรจงมากแสดงให้เห็นฝีมือของ ช่างในยุคนั้นว่าเจริญถึงที่สุด ตัววิหารลายคำสร้างตามแบบศิลปกรรมของภาคเหนือ มีรูปปั้นพญานาค 2 ตัวอยู่บันไดหน้า และใกล้ ๆ พญานาคมีรูปปั้นสิงห์ 2 ตัว บริเวณฝาผนังในวิหารลายคำมีภาพเขียนสีน้ำมันด้วยฝีมือของช่างสกุลล้านนา ด้านทิศเหนือเขียนเรื่องสุวรรณหอยสังข์ ด้านทิศใต้เขียนภาพสุวรรณหงส์ ภาพบางส่วนถูกน้ำฝนและความชื้นทำให้ลบเลือนไป ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะตัววิหารลายคำให้มั่นคงแข็งแรง ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้างประมาณ ศอกเศษ พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดพระสิงห์นี้เป็น 1 ใน 3 ของพระพุทธสิหิงค์ในเมืองไทย เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะสวยงาม พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้นขาดเหนือถัน นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ไม่เสมอกัน วงพักตร์สั้นกลม ขนงโกง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก พระหนุเป็นปม เส้นพระศกใหญ่ไม่มีไรพระศกเป็นขอบ ตอนต่อกับวงพระพักตร์ พระเมาลีเป็นต่อมคล้ายดอกบัวตูม ฐานเป็นบัวหงายมีกลีบน้อยแซมตอนชั้นบนและมีเกสร เป็นลักษณะของพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นเก่า ทุกปีเมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์หรืองานประเพณีปี๋ใหม่เมือง ทางราชการจึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบกแห่ไปรอบเมือง เพื่อให้ศรัทธาประชาชนได้พากันมาสรงน้ำเนื่องในเทศกาลปีใหม่

วัดพระสิงห์ นอกจากจะมีประวัติการก่อสร้างมายาวนานจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอาราม หลวงชั้นเอกแล้วนั้น วัดพระสิงห์ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่ที่ให้ความศรัทธาและจะเดิน ทางมาเคารพสักการะกันอย่างเนื่องแน่นเป็นประจำ ดังนั้นโบราณสถานโบราณวัตถุและศิลปกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในวัดนี้จึงมีคุณค่ายิ่งต่อจิตใจของชาวเชียงใหม่อย่างแยกจากกันไม่ ออก


ข้อมูล : จักรพงษ์ คำบุญเรือง jakrapong@chiangmainews.co.th. http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=3879&lyo=1

ภาพ : http://www.sanluang.com

ไหว้พระ ๙ วัด (3) วัดเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1934 วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายในวัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา

ประวัติ

จุลศักราช 289 (พ.ศ. 1874) พระเจ้าแสนภู โปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน และต่อมาอีก 4 ปีทรงสร้างมหาวิหารขึ้นในท่ามกลางเมืองเชียงแสน  คือวัดเจดีย์หลวง องค์ที่ 1 ซึ่งอยู่ในวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองเชียงแสน สมัยพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ากือนา ขณะที่มีพระชนมมายุ 39 ปี พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จดีก็ทรงสวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้โปรดให้ทำยอดพระธาตุเจดีย์หลวงจนแล้วเสร็จ

ปี พ.ศ. 2055 พระราชา (พระเมืองแก้ว) พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ชั้นได้เงิน 254 กิโลกรัม จากนั้นจึงได้เอาเงินมาแลกเป็นทองคำจำนวน 30 กิโลกรัม แล้วแผ่เป็นแผ่นทึบหุ้มองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เมื่อรวมกับทองคำที่หุ้มองค์พระเจดีย์หลวงอยู่เดิม ได้น้ำหนักทองคำถึง 2,382.517 กิโลกรัม

ประมาณ พ.ศ. 2088 สมัยพระนางจิระประภามหา เทวี ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ จึงทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา หลังจากนั้นพระเจดีย์หลวงจึงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า 400 ปี กระทั่งปี พ.ศ. 2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าและสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่ด้วยไม้ทั้งหลัง

ช่วงปี พ.ศ. 2471-2481 สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้วถางป่าที่ขึ้นปกคุลมโบราณสถานต่างๆ ออก แล้วสร้างเสริมเสนาสนขึ้นใหม่ให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา

พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ใช้งบประมาณในการบูรณะถึง 35 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำพระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีมีชายผู้หนึ่ง อายุ 120 ปี มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม พวกลัวะทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา

นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า “โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏจะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงสว่างไสว ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากในภาษาเหนือ หรือคำเมือง หลวงแปลว่า “ใหญ่” หมายถึง พระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่

พระ ธาตุเจดีย์หลวง

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถือว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ หรือล้านนา คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถูกสร้างขึ้นในในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา (พ.ศ. 1928 – 1945) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ซึงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา ซึ่งมีตำนานเล่ามาว่า พญากือนาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว ได้ปรากฏตัวแก่พ่อค้าชาวเชียงใหม่ที่เดินทางไปค้าขายที่พม่า ให้มาบอกว่าแก่พญาแสนเมืองมาผู้เป็นโอรสว่า ให้สร้างเจดีย์ไว้ท่ามกลางเวียง ให้สูงใหญ่พอให้คนที่อยู่ไกล 2000 วา สามารถมองเห็นได้ แล้วอุทิศบุญกุศลเหล่านนี้ให้แก่พญากือนา เพื่อให้พญากือนานั้นสามารถไปเกิดในเทวโลกได้ แต่พญาแสนเมืองมาเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีผู้เป็นมเหสีได้สืบทอด เจตนารมณ์สร้างต่อ จนเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. 1984 – 2030) พระองค์โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่ทำการปฏิสังขรณ์ โดยมีพระมหาสวามีสัทธัมกิติ เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดโชติการาม (วัดเจย์หลวง) เป็นกำลังสำคัญในการควบคุมดูแล และประสานงาน การปฏิรูปและก่อสร้างครั้งนี้ได้สร้างขยายเจดีย์ให้ใหญ่กว่าเดิม ใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี จึงแล้วเสร็จ

ในสมัยมหาเทวีจิรประภา รัชกาลที่ 15 แห่งราชวงศ์มังราย เกิดพายุฝนตกหนัก แผ่นดินไหว พระมหาเจดีย์หลวงได้พังทลายลงมาเหลือเพียงครึ่งองค์ จากนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานกว่า 4 ศตวรรษ พระมหาเจดีย์หลวงที่เห็นปัจจุบันกรมศิลปกรเพิ่งจะ บูรณปฏิสังขรณ์เสร็จไปเมื่อ พ.ศ. 2535

เจดีย์ หลวงตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยาของชาวลัวะ

คติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา ในยุคแรกใช้อินทขีลเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความเชื่อดั้งเดิมของชาวลัวะซึ่งได้ ผสมผสานกับความเชื่อของพราหมณ์ ในระยะต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ได้ใช้พระธาตุเจดีย์หลวงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล คตินี้เห็นได้ชัดจากการสร้างเจดีย์หลวงให้สูงใหญ่ ตั้งอยู่กลางใจกลางเมือง เช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ปัจจุบันบริเวณวัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักกาละหลากหลายได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการคติจักรวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของ เมือง

คติเจดีย์หลวงในฐานะศูนย์กลางจักรวาล ปรากฏในคัมภีร์มหาทักษาเมือง กล่าวถึง การสร้างวัดสำคัญในเมืองเชียงใหม่ 9 แห่ง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับชัยภูมิ และความเชื่อเรื่องทิศทั้ง 4 และทิศเฉียงอีก 4 เป็น 8 เมื่อทิศทั้ง 8 มาบรรจบกัน เกิดจุดศูนย์กลางรวมกันเป็น 9 ถือเป็นเลขมงคล ตำแหน่งจุดศูนย์กลางเมือง เป็นสะดือเมือง กำหนดให้เป็นเกตุเมืองตรงกับวัดเจดีย์หลวง วัดทั้ง 8 แห่งที่สร้างตามทักษาเมือง คือ

บริวารเมือง ทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) วัดสวนดอก
อายุเมือง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) วัดเจ็ดยอด
เดชเมือง ทิศเหนือ (ทิศอุดร) วัดเชียงยืน
ศรีเมือง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) วัดชัยศรีภูมิ
มูลเมือง ทิศวะวันออก (ทิศบูรพา) วัดบุพพาราม
อุตสาหเมือง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) วัดชัยมงคล
มนตรีเมือง ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) วัดนันทาราม
กาลกิณีเมือง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) วัดตโปทาราม

ช้าง รอบพระธาตุเจดีย์หลวง

มหาเจดีย์หลวงที่พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีทรงก่อสร้างนั้น พระนางทรงให้ยกฉัตรยอดมหาเจดีย์ แล้วปิดด้วยทองคำ พร้อมทั้งเอาแก้ว 3 ลูก ใส่ยอดมหาเจดีย์นั้นไว้ ประดับด้วยโขงประตูทั้ง 4 ด้าน มี พระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งในโขงทั้ง 4 ด้าน มีรูป พญานาคปั้นเต็มตัว 8 ตัว ตัวละ 5 หัว อยู่ใน 2 ข้างบันได รูปปั้นราชสีห์ 4 ตัว ตั้งอยู่ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี 28 เชือก แต่ในประวัติศาสตร์มีเพียง 8 เชือกเท่านั้น ที่มีการตั้งชื่อให้เฉพาะ ซึ่งชื่อช้าง 8 เชือกที่ล้อมเจดีย์หลวง นับจากนับตามลำดับตั้งแต่ตัวที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) เวียนมาตามทอศตะวันออก มีดังนี้

ตัวที่ 1 เมฆบังวัน ตัวที่ 2 ข่มพลแสน
ตัวที่ 3 ดาบแสนด้าม ตัวที่ 4 หอกแสนลำ
ตัวที่ 5 ก๋องแสนแหล้ง ตัวที่ 6 หน้าไม้แสนเปียง
ตัวที่ 7 แสนเขื่อนก๊าน ตัวที่ 8 ไฟแสนเต๋า

การสร้างรูปปั้นช้างนั้น เป็นการส่งเสริมกำลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรง ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพิธีการสักการบูชาพญาช้างทั้ง 8 เชือก เพราะเชื่อว่า จะทำให้เกิดสวัสดิมงคล นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง ศัตรูไม่กล้ามารุกรานย่ำยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นพลังอำนาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขู่บดบัง ขวางกั้น กำจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภัยแตกพ่ายหนีไปเอง ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายดังนี้

เมื่อศัตรูยกพลเสนามารุกราน ล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร จะเกิดอาเพศ ท้องฟ้ามืดมิดด้วยเมฆหมอกปกคลุม ธรรมชาติวิปริตแปรปรวน น่ากลังยิ่งนัก ทำให้ผู้รุกราหวาดผวาภัยพิบัติ ตกใจกลัวแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “เมฆบังวัน”

เมื่อผู้รุกรานยกทัพเข้ามาใกล้ แม้จะมีพลโยธาทหารกล้าเรือนแสน ก็จะเกิดอาการมึนเมาลืมหลง ไม่อาจครองสติยับยั้งอยู่ได้ ต้องระส่ำระส่าย แตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ข่มพลแสน”

เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีศาตรา มีด พร้า ด้ามคมเป็นแสนๆเล่ม ก็ไม่อาจเข้าใกล้ทำร้ายได้ มีแต่จะเกิดหวาดหวั่นขาดกลัวแตกหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ดาบแสนด้าม”

เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามารานรบ แม้จะมีกำลังพลกล้าหาญมากมาย มีศาสตราอันคมยาว หอกแหลนหลาวเป็นแสน ก็ไม่อาจเข้ามาราวีได้ จึงต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หอกแสนลำ”

เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลจำนวนมาก มีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอก ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ปืนแสนแหล้ง”

เมื่อผู้รุกรานบุกรุกเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีหน้าไม้คันธนูเป็นแสนๆ ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หน้าไม้แสนเกี๋ยง”

เมื่อข้าศึกอาจหาญล้ำแดนเข้ามา แม้ด้วยกำลังพลหัตถีนึก กองทัพช้างมีเป็นแสนเชือก ก็ไม่อาจหักหาญเข้ามาได้ มีแต่จะอลม่านแตกตื่นแกหนีไปสิ้น จึงได้ชื่อว่า “แสนเขื่อนกั้น” (บางแห่งเป็น แสนเขื่อนก๊าน)

เมื่อข้าศึกเข้ามาหมายย่ำยี ก็จะเกิดอาการร้อนเร่าเหมือนเพลิงเผาผลาญรอบด้าน เลยแตกพ่ายหนีไปด้วยความทุกข์ทรมาน จึงได้ชื่อว่า “ไฟแสนเต๋า”

สรุป ประวัติพระเจดีย์หลวง

- พระเจดีย์หลวงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพญาแสนเมืองมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา แต่สร้างไม่เสร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน

- ต่อมาพระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวี พระมเหสีของพญาเมืองมา ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เรียกกันว่า “กู่หลวง”

- พญาติโลกราช โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคตเป็นนายช่างใหญ่ดำเนินการปฏิสังขรณ์รพระเจดีย์หลวง ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2021

- ในรัชสมัยพระเจ้ายอดเชียงรายได้ปิดทองภายในซุ้มจรนัมของพระเจดีย์ หลวงทั้ง 4 ด้าน

- ในรัชสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2046 ได้โปรดให้สร้างหอพระแก้ว และอัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาประดิษฐาน สร้างมหาวิหาร ส่วนการบูรณะพระเจดีย์หลวงได้ดำเนินการเพียงเล็กน้อย

- ในที่สุดเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปีพ.ศ. 2088 ในรัชสมัยพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภา ยอดพระเจดีย์หลวงก็พังทลายลงมา เหลือให้เห็นดังสภาพปัจจุบัน (ก่อนการบูรณะของกรมศิลปกร)

ข้อมูล : http://th.wikipedia.org/wiki/

ภาพ : http://www.sanluang.com

http://th.wikipedia.org/wiki/
Powered by WordPress | Buy cheap at&t cell phones at iFreeCellPhones.com | Thanks to iCellPhonePlans.com, MMORPG and Incinerador De Grasa